Merry X Mas ในเมื่อหยุดความฟุ่มเฟือยไม่ได้ก็เปลี่ยนให้มันเป็นธุรกิจสิ
การทำบัญชีเพื่อจัดการ “ค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือย”
คู่มือผู้ประกอบการรายเล็กที่อยากคุมเงินให้อยู่หมัด
ผู้ประกอบการรายเล็กจำนวนมากไม่ได้ล้มเพราะขายไม่ได้
แต่ล้มเพราะ เงินรั่วโดยไม่รู้ตัว
และต้นตอสำคัญมักมาจากสิ่งที่เรียกว่า “ค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือย”
บทความนี้จะพาไปรู้จักการทำบัญชีแบบง่าย ๆ
เพื่อช่วยแยกแยะ คุม และตัดสินใจเรื่องค่าใช้จ่ายให้ธุรกิจอยู่รอดและโตได้
1. ค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือย คืออะไร (ในมุมบัญชี)
ในทางบัญชี ค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ไม่ได้แปลว่า “ห้ามใช้”
แต่หมายถึงค่าใช้จ่ายที่
❌ ไม่ได้สร้างรายได้โดยตรง
❌ ไม่จำเป็นต่อการดำเนินงานระยะสั้น
❌ ตัดออกได้โดยธุรกิจยังเดินต่อได้
ตัวอย่างที่พบบ่อยในธุรกิจรายเล็ก
อุปกรณ์สำนักงานพรีเมียมเกินจำเป็น
ซอฟต์แวร์หลายตัวแต่ใช้ไม่ครบ
ค่าโฆษณาที่ไม่มีการวัดผล
ค่าเดินทาง / ค่าเลี้ยงรับรองที่ไม่ก่อให้เกิดยอดขาย
ปัญหาไม่ใช่การใช้
แต่คือ ใช้แล้วไม่รู้ว่าได้อะไรกลับมา
2. หลักบัญชีง่าย ๆ ที่ช่วยจับค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือย
แยกบัญชีให้ชัดก่อน (สำคัญมาก)
ผู้ประกอบการรายเล็กมักพลาดตรงนี้
เงินส่วนตัว ❌ ปนกับเงินธุรกิจ
ใช้เงินแล้วไม่รู้ว่าเป็น “ต้นทุน” หรือ “ความอยากได้”
สิ่งที่ควรทำ
แยกบัญชีธนาคารธุรกิจ
แยกบันทึกค่าใช้จ่ายธุรกิจเท่านั้น
แค่แยกบัญชีได้
ค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยจะเริ่ม “โผล่หน้า” ทันที
3. บัญชี 3 ช่อง ที่ช่วยคุมความฟุ่มเฟือย
ไม่ต้องซับซ้อน แค่บันทึกทุกค่าใช้จ่ายลง 3 ช่องนี้
1️⃣ ค่าใช้จ่ายจำเป็น (Essential)
วัตถุดิบ
ค่าเช่า
ค่าแรง
ค่าขนส่ง
👉 ห้ามตัด ถ้าไม่อยากหยุดธุรกิจ
2️⃣ ค่าใช้จ่ายเพื่อการเติบโต (Growth)
โฆษณา
เครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพ
อบรม / ความรู้
👉 ใช้ได้ แต่ต้อง “วัดผล”
3️⃣ ค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือย (Nice to have)
ของตกแต่ง
เครื่องมือที่มีของเดิมใช้อยู่แล้ว
ค่าใช้จ่ายตามอารมณ์
👉 ช่องนี้คือ เป้าหมายในการควบคุม
4. เทคนิคบัญชีถามตัวเองก่อนจ่าย
ก่อนบันทึกค่าใช้จ่าย ลองถาม 3 คำถามนี้
ถ้าไม่จ่าย ธุรกิจจะหยุดไหม?
จ่ายแล้ว จะเพิ่มรายได้หรือประหยัดเวลาแค่ไหน?
วัดผลได้หรือไม่ใน 1–3 เดือน?
ถ้าตอบไม่ได้เลย → บันทึกไว้ในหมวด “ฟุ่มเฟือย”
แล้วค่อยตัดสินใจว่าจะ “ยอมจ่าย” หรือ “ชะลอ”
5. ดูบัญชีอย่างเดียวไม่พอ ต้อง “เปรียบเทียบ”
สิ่งที่ผู้ประกอบการรายเล็กควรทำทุกเดือน
ดูสัดส่วนค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือย / รายได้
เทียบเดือนนี้กับเดือนก่อน
เทียบยอดขายที่เกิดขึ้นจริง
ตัวอย่างง่าย ๆ
โฆษณา 5,000 บาท
ได้ยอดขายเพิ่ม 2,000 บาท
= นี่ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายเติบโต แต่คือ ฟุ่มเฟือยเชิงตัวเลข
6. ฟุ่มเฟือยไม่ใช่ศัตรู ถ้าอยู่ถูกที่
ความจริงคือ
ธุรกิจที่ไม่มี “ความสุขในการทำ” ก็ไปไม่ไกล
บางค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือย
ทำให้เจ้าของมีกำลังใจ
ทำให้แบรนด์ดูน่าเชื่อถือ
ทำให้ลูกค้าประสบการณ์ดีขึ้น
บัญชีมีหน้าที่บอกความจริง
ไม่ใช่ห้ามคุณใช้เงิน
แต่ช่วยให้คุณ รู้ว่าใช้ไปเพื่ออะไร และคุ้มไหม
สรุปสำหรับผู้ประกอบการรายเล็ก
ทำบัญชีไม่ใช่เรื่องภาษีอย่างเดียว
บัญชีคือ “กระจกสะท้อนพฤติกรรมการใช้เงิน”
ค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยควรถูก มองเห็น คุม และเลือกใช้
ถ้าคุณควบคุมความฟุ่มเฟือยได้
ธุรกิจเล็กจะมี “เงินสด” มากกว่าธุรกิจใหญ่ที่คุมไม่อยู่
แล้วถ้ามั่นใจว่าคุมความฟุ่มเฟือยไม่ได้แน่ๆล่ะ 555
“เปลี่ยนค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือย → ให้กลายเป็นทรัพย์สินทางธุรกิจ”
จากค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยสู่ “ธุรกิจไข่อีกใบ” ในรูปแบบ Content Creator
หลายค่าใช้จ่ายที่ดูเหมือนฟุ่มเฟือย
แท้จริงแล้ว มันไม่จำเป็นต้องหายไป
แต่อาจ “ย้ายสถานะ” จากค่าใช้จ่าย → สินทรัพย์ → ธุรกิจใหม่ได้
โดยเฉพาะในยุคที่ Content = ทุน
1. เปลี่ยนมุมมองก่อน: ฟุ่มเฟือย ≠ สูญเปล่า
ตัวอย่างค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยที่พบได้บ่อย
กล้องดี ๆ
คอมแรง
คาเฟ่, co-working space
การเดินทาง
เวลาที่ใช้ลองผิดลองถูก
ถ้าใช้เพียงเพื่อความพอใจ → คือฟุ่มเฟือย
แต่ถ้าใช้แล้ว เกิด Content / Brand / Audience → นี่คือ การลงทุน
2. แยกเป็น “อีกธุรกิจ” ได้จริง และควรแยก
แนวคิดสำคัญ
ถ้ามันมี
ตัวตน (Brand)
ผู้ติดตาม (Audience)
รูปแบบรายได้
มันควรถูกนับเป็น “ธุรกิจ”
แต่อย่าปนกับธุรกิจหลัก!!!
ธุรกิจหลักกำไรน้อย
ทั้งที่เงินถูกดูดไปเลี้ยงอีกฝั่ง
3. โครงสร้างบัญชีแบบ “2 ไข่ในตะกร้าคนละใบ”
ธุรกิจที่ 1: ธุรกิจหลัก
โฟกัสรายได้หลัก
ต้นทุนชัด
คุมเงินสด
ธุรกิจที่ 2: Content Creator / Personal Brand
รายได้อาจยังไม่มา
ค่าใช้จ่ายสูงช่วงแรก
เติบโตจาก “เวลา + ความสม่ำเสมอ”
👉 แยกบัญชีเงินสด / บันทึกค่าใช้จ่ายคนละชุด
4. ค่าใช้จ่ายเดียวกัน แต่ตีความต่างกัน
| รายการ | ถ้าเป็นฟุ่มเฟือย | ถ้าเป็นธุรกิจ Content |
|---|---|---|
| กล้อง | ของเล่น | สินทรัพย์ |
| คาเฟ่ | ค่าใช้จ่ายส่วนตัว | ค่าโลเคชันถ่าย |
| เดินทาง | เที่ยว | เก็บวัตถุดิบ |
| เวลา | เปลืองเวลา | ต้นทุนแรงงาน |
บัญชีไม่เปลี่ยนความจริง
แต่มันเปลี่ยน “วิธีคิดและการตัดสินใจ”
5. กติกาทองคำ: ธุรกิจลูก ต้องมี KPI
เพื่อไม่ให้มันกลายเป็น “ข้ออ้างของความฟุ่มเฟือย”
ตั้ง KPI ง่าย ๆ เช่น
สร้าง Content กี่ชิ้น/เดือน
ผู้ติดตามเพิ่มเท่าไร
เกิด Lead / Inquiry ไหม
เริ่มมีรายได้ภายในกี่เดือน
ถ้าไม่มี KPI → มันจะกลับไปเป็น “ฟุ่มเฟือย” โดยอัตโนมัติ
6. เมื่อไรควรเลี้ยงต่อ / เมื่อไรควรหยุด
เลี้ยงต่อ เมื่อ
ต้นทุนเริ่มคงที่
Content ถูกค้นพบซ้ำ
เริ่มมีรายได้ทางอ้อม (ปิดงานง่ายขึ้น)
ชะลอ หรือหยุด เมื่อ
ใช้เงินเพิ่ม แต่ตัวเลขไม่ขยับ
ทำเพราะเสียดายของ
ไม่มีเวลาทำต่อจริง
การหยุด ≠ ล้มเหลว
แต่คือการ ปิดต้นทุนอย่างมืออาชีพ
7. ธุรกิจ Content คือ “ไข่ฟองที่ฟักช้า แต่ทน”
ธุรกิจหลัก
โตเร็ว
วัดผลชัด
เปราะบางต่อเศรษฐกิจ
ธุรกิจ Content
โตช้า
แต่สะสม
เป็น Asset ระยะยาว
หลายธุรกิจรอดวิกฤต
เพราะมีไข่อีกฟองนี้รองรับไว้แล้ว
สรุปสั้น ๆ
แยกค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือย → เป็นธุรกิจใหม่ ทำได้
ควรแยกบัญชี แยก KPI
Content Creator คือธุรกิจที่ใช้ “ความฟุ่มเฟือยอย่างมีระบบ”
ไม่ใช่ข้ออ้าง แต่คือกลยุทธ์
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น